| Profiel van TanaponJinFLKenedyFoto'sWeblogLijsten | Help |
|
JinFLKenedy04 november เพลงที่ 2 : ร้อยเจ็บสิบปวดจุดห้า Megahurt (คลื่นนี้มีแต่เพลงรัก) Title : ร้อยเจ็บสิบปวดจุดห้า Megahurt (คลื่นนี้มีแต่เพลงรัก) By : Tanapon Noich. *ไหนไหน ขอฟังเพลงรักหน่อย ช่วยเปิดบ่อยบ่อยตอนนี้กำลังเศร้า เอาให้คิดถึงคนที่เคยพูดว่ารักเรา ว่าตอนนี้เขาเขาไปอยู่ที่ใดหนอ เคยเปิดฟังวิทยุด้วยกันบ่อยไป จะคลื่นไหนไหนก็เห็นเพลงคล้ายคล้ายกัน คนปวดใจหรือไม่ก็ใครสมหวัง ก็ฟังผ่านหูได้ทุกวันไม่เคยได้เข้าถึงใจ มาเปิดฟังเพลงรักด้วยกันก่อนจะไกล จะคลื่นไหนไหนก็เห็นเพลงซ้ำซ้ำกัน ยิ่งปวดใจถึงจะเป็นเพลงสมหวัง ถึงฉันไม่คิดที่จะฟังก็ยังหลุดไปถึงใจ ก็มาตอนนี้จะหลบจะหนียังไงก็ได้ยิน ศิลปินประเทศอะไรทำไมทำแต่เพลงรักไม่เบื่อหรือไง **ไหนไหนแล้วฟังเพลงรักหน่อย ช่วยเปิดบ่อยบ่อยให้ฉันมันยิ่งเศร้า เอาให้คิดถึงทุกทุกคำที่ว่ารักเรา และตอนที่เขาเขาไปอยู่ที่ใดแล้ว จะปิดวิทยุเครื่องนี้ ก็มีที่อื่นเขาเปิดฟัง เสียงเพลงเดิมเดิมแว่วแว่วมา ก็เจอแต่เพลงรักทุกที ไม่เบื่อหรือไง หรือคิดเพลงอะไรไม่ออกแล้ว ซ้ำซ้ำเดิมเดิมวนวนเวียนเวียน เขียนกันแต่เพลงรัก */** ..หนอ 30 oktober ร้องไห้ing.. นั่งดูรูป คิด เด็กหญิงเธอเป็นใครทำไมทำฉันน้ำตาไหล.. หรืออาจเพียงเพราะอากาศเข้าสู่ปลายฝนต้นเหงา มวลความกดอากาศต่ำขนาดกลางเลยพัดผ่านจากหัวใจเกิดเป็นเมฆฝนในดวงตา หรือเพราะความทรงจำ9/4ปีที่ผ่านมาทำหน้าที่ได้เสมือนจริงเสียจนฉันรู้สึกเหนื่อย เหนื่อยเสียจนเหงื่อเอ่อไหลพรูพรั่งเต็มสองตา จะเป็นแบบไหน เป็นอย่างไร ผลลัพธ์สุดท้ายคือฉันร้องไห้อยู่ดี ไม่ได้ทุกข์ระทมใดแต่ก็ยากอธิบายว่าเป็นความอัดอั้นคั่งเค้นประการใดเสแสร้งให้ฉันเป็นเช่นนั้น ฉันส่งไปรษณีย์บรรจุภัณฑ์ความรู้สึกที่จ่าเพียงชื่อ-ไร้ที่อยู่ผู้รับ คงเพราะฉันไม่ได้อยากให้รับ-รู้ ที่แห่งนี้ยังเชื่อได้ว่าไม่มีใครเฝ้าอ่าน-คอย อาจดีถ้าจะทิ้งความรู้สึกหดหู่-อันโดดเดี่ยว-นี้ไว้แต่ลำพัง ฉันยังมีความเชื่อ-หวังบางประการ แม้ต้นน้ำไร้ที่มา แม้สุดท้ายไร้ที่ไป แต่ยังอยู่ตรงนั้นเสมอเหมือนหินก้อนที่ตกใต้ลำธารรอกาลเวลาชะกลึงกลมแลเล็กลงทุกเมื่อเชื่อวัน บทละครเดี่ยวกลางเวที โซนาต้าแห่งความเหงาที่บรรเลงไม่รู้จบ ใครว่ากัน หากฉันไม่สนใจใคร่ฟังมันย่อมจบลงด้วยฉันเมื่อนั้นเอง เหนื่อย-แต่ยังไม่หน่าย แต่ก็ไม่แน่ใจว่ามีที่สิ้นสุดเมื่อใด แม้ดวงตาในใจจะเชื่อว่ายังไม่เห็นปลายทางนั้น คงได้แต่หวังที่พักผ่อนบ้าง แต่เขาว่า ง่วง-เมากรุณาอย่าขับรถ แต่ฉันเหนื่อยจนอาจผลอยหลับ แต่ฉันเมามึนในความลุ่มหลงของอารมณ์ขณะนี้ ก็รู้ดี แต่ฉันลืมวิธีเบรคเอาเสียแล้ว ทำไมก่อนสตาร์ทมันฉันถึงไม่รู้สึกตัวเลยในเรื่องนี้ คงยอมหักลงสักข้างเพื่อหยุดยั้งความง่วง-เมา น่าเศร้าที่ต้องละสายตาจากเส้นทางตรงหน้า แต่ก็ดีที่ได้พักบ้าง คนอื่นเขาจะได้ไม่ต้องเจ็บปวดเพราะรถฉันชนรถเขาโดยไม่ตั้งใจ 18 augustus เพลงที่ 1 : หลับTitle : หลับ By : Tanapon Noich. อีกวันที่ฉันตื่น อีกคืนที่คลุ้มบ้า เหตุผลและเวลายังมีความหมาย ถึงจะนั่งจะนอน นิ่งๆเงียบๆยังไง บางสิ่งในใจก็ยังคุอยู่ *ยังคงเดินทาง ออกวิ่งไม่ยอมหยุดเลย ทั้งๆที่จริง ฉันรู้ว่าสุดล้า **แค่อยากจะหลับใหล ได้หลับจริงๆสักที เข้านอนในคืนนี้ ที่ไม่เคยเกิดในชาติไหน ไม่ต้องการคิด ไม่มีการฝัน ไม่มีตัวของฉันตลอดไป และเช้าที่ฉันตื่นขึ้นมาเมื่อไหร่ จะไม่ต้องหลับอีกเลย บางครั้งที่ฉันเก็บ บ่อยครั้งที่ฉันปล่อย ไม่มีอะไรอยู่จริงสักอย่าง ถึงจะนั่งจะนอน นิ่งๆเงียบๆยังไง มีสิ่งวิ่งไหวในความรู้สึก */** แค่อยากจะหลับใหล ได้หลับจริงๆสักที เข้านอนในคืนนี้ อย่างไม่เคยเกิดในชาติไหน ไม่ต้องการคิด ไม่มีการฝัน ไม่มีตัวของฉันตลอดไป และเช้าที่ฉันตื่นขึ้นมาเมื่อไหร่ จะไม่ต้องหลับอีกเลย ในเช้าที่ฉันตื่นนอนเมื่อไหร่ จะไม่ต้องหลับอีกเลย.. ที่มา : ได้ท่อนฮุคระหว่างอ่าน OSHO คุรุวิพากษ์คุรุ บทที่สองตอนพระพุทธเจ้า โอโชเล่าเหตุการณ์ในคืนตรัสรู้ว่า พระองค์ได้หลับจริงๆอย่างที่ไม่เคยได้หลับมาก่อนทั้งในชาตินี้และชาติใดๆ เขาใช้คำเล่าที่น่าสนใจ แทนที่จะใช้ว่าพระองค์ได้เข้าสมาธิญาณจนเอาชนะมวลกิเลสในใจและเกิดพุทธิปัญญาพวยพุ่งเรืองรองดั่งแสงรัสมีในรุ่งเช้านั้น เขากลับแค่บอกว่า พระองค์หลับ หลับจริงๆ อย่างที่ไม่เคยได้หลับมาก่อน เป็นการหลับที่แท้จริง มันช่างเรียบง่ายและลึกซึ้งมาก ไม่ต้องปรุงแต่งศัพท์ให้ดูสูงส่งและเข้าถึงยาก ง่ายๆเรียบๆ เข้าใจทันทีแต่ก็ลึกซึ้งจนน้ำตาคลอ หลับที่แท้จริง ใครกันไม่อยากพบการหลับที่แท้จริง มันคงสงบสบาย และอิ่มเอมอย่างเป็นที่่สุด ผมเลยแต่งเพลงนี้ขึ้นมาแบบง่ายๆคือไม่ได้ปรุงอะไรพิเศษ ได้อย่างไรก้ร้องอย่างนั้น เพื่อเล่าเช้าที่เราจะไม่ต้องหลับอีกเลย ผมเกิดราศีมีน สัญลักษณ์คือปลาสองตัวว่ายสวนกันตัวละทาง(จะใช้-คนละทาง-ก็ดูไม่เหมาะ) มีคนอธิบายไว้น่าสนใจว่า ปลาที่ว่ายขึ้นบนเปรียบเหมือนคนที่ฝักใฝ่ทางธรรม และปลาเบื้องล่างเหมือนคนที่หมกมุ่นทางโลก ราศีมีนจึงเป็นคนที่จิตใจกลับไปกลับมาระหว่างสองทางนี้อยู่เสมอ ซึ่งผมว่าก็จริงในหลายความหมายนะ คือในตอนนี้ที่ผมสนใจอ่านหนังสือแบบนี้ ในขณะเดียวกันผมก็ยังใช้ชีวิตแบบตกเย็นนั่งเล่นนั่งคุย บางครั้งก็เอนตามกระแสเพื่อนพาอย่างง่ายดาย อย่างเมื่อวานทั้งๆที่ไม่ได้อยากกินอะไร แต่ก็ตามเขาไปนั่งจิบเบียร์จิ้มหัวปลาอยู่ดี 555 ในขณะที่ผมมองหาความอิ่มเอมจากรักเมตตาสากลไร้ขอบเขต ผมก็ยังทำสิ่งที่ใจเรียกร้องให้ทำอยู่ดี อย่างไรหากใช้สามัญสำนึกผมวัดผมก็ไม่ใช่คนดีอะไรนักหนา เพราะบรรทัดฐานจรรยาผมค่อนข้างสุงตามมาตรฐานคนนพลักษณ์ที่ 1 แต่อย่างไรผมก้ยังคิดว่าแม้จะค่อนล่างแต่ผมก้เป็นปลาที่แหงนหน้ามองขึ้นด้านบนเสมอ นั่นมีความหมายสำคัญในทางดีคือ อย่างไรนั่นแสดงว่าผมกำลังจะไปในทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆได้ อย่างเช่นที่ตอนหนึ่งใน โบคุราโนะ ได้ตั้งคำถามว่าอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดถูกต้องที่สุดที่เราสามารถกระทำหรือควรพึงกระทำได้ คำตอบคือ ไม่มี แต่ที่เราทำได้ก็แค่ ทำให้ดีกว่าเดิม ก็เท่านั้นเอง 19 juni มายาคติ "การเล่าเรื่องในงานภาพยนตร์เป็นมายาคติ" ข้อความนี้ถูกอ้างถึงในคลาสภาพยนตร์ที่ผมกำลังนั่งสัมมนาอยู่ สำหรับผมไม่ใช่ภาพยนตร์เท่านั้นที่เป็นมายาคติแต่เป็นสื่อทุกอย่างต่างหาก สื่อในความหมายอย่างภาพยนตร์ วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์นั้นจัดเป็นความหมายสื่ออย่างแคบ(มาก) เพราะตามความหมายสื่อของ McLuhan(คนที่คิดเรื่อง Global village) สื่อคือสิ่งที่นำพาสิ่งหนึ่งไปสิ่งหนึ่ง นั่นรวมถึงรถ ยวดยานพาหนะ อากาศ น้ำ สัตว์ มนุษย์ หรือใดๆก็ตามที่เราๆท่านๆจะสามารถนึกออกว่ามันนำพาสิ่งหนึ่งจากที่หนึ่งไปสู่อีกที่หนึ่งได้ คิดๆไปก็แทบทุกอย่างนั่นล่ะ มาถึงตรงนี้อาจสับสนกับคำขยายกลับไปประเด็นเริ่มต้น ผมกำลังบอกว่า สื่อทุกอย่างเป็นมายาคติ หรือพูดให้ง่ายเข้าการดำรงอยู่หรือตระหนักรู้อยู่ของพวกเราเป็นมายาคติทั้งสิ้นเพราะมนุษย์เป็นสัตว์มีอคติไม่ว่าแง่ใดแง่หนึ่ง เพราะอคติเป็นส่วนประกอบหนึ่งในการตระหนักรู้ตัวตนหรือการเป็นกลุ่มพรรคพวกพ้อง ทำให้เราเป็นเรา และสังคมมนุษย์ก่อกำเนิดได้ (ตัวอย่างง่ายๆคือการเกิดขึ้นของลัทธิชาติ) [ถ้าเราไม่มีอคติเลยจะเป็นอย่างไร เป็นไปได้ไหม? คำถามแรกอาจกล่าวได้ว่าคือการมองสิ่งนั้นเช่นสิ่งนั้น เช่นคำกล่าวที่ได้ยินบ่อยในหลักคิดทางตะวันออกว่า "มันก็เป็นของมันเช่นนั้นเอง" หากคิดได้เช่นนั้นจริงในทุกๆเรื่องตัวตนของเราก็จะหมดสิ้นไปด้วย เพราะนั่นหมายถึงการไม่มีเราไม่มีเขาไม่มีอะไรเลย หรือคือนิพพานทางพุทธศาสนาในแง่หนึ่งตามความคิดผม (ซึ่งเป็นคำตอบต่อคำถามที่2ว่าเป็นไปได้ไหม) ที่จะกล่าวต่อไปใดๆจึงขอละส่วนที่ว่านี้ไว้ในความเข้าใจว่ามีแต่ไม่กล่าวถึง] การมีอยู่ของมนุษย์เป็นมายาคติและมีอคติ...(to be continue) *take note ใส่แหวนนิ้วไหน ว่าด้วยความหมายเกิดหลังการนิยาม และความมีอยู่ของทฤษฏีภาพยนตร์ พลังแห่งภาพยนตร์ที่เหนือกว่าสื่ออื่น ว่าด้วยคำกล่าวอ้างที่หมดยุคสำหรับผม โฆษณา MV ว่าด้วยตัวอย่างอคติแฝงเปิดเผยบนงานโทรทัศน์ ปังคุง และเจมส์ ว่าด้วยตัวอย่างอคติแฝงซ่อนเร้นบนงานโทรทัศน์(งานเก่า) เฉลิมไทย ข้อเท็จจริงกับความน่าจะเป็นจริง *หลังวางโครงเรื่องที่จะพูดดูแล้วมีแนวโน้มว่านี่จะเป็นบล็อกหน้าที่ยาวมากอีกครั้งหนึ่ง ^ ^' 16 juni เพลงที่ 10 : วัตถุเดียวดาย Title : วัตถุเดียวดาย By : Tanapon Noich. ล่องลอยชีวิตที่ว่างเปล่าและรักที่เลือนลางลง จุดระเบิดหัวใจไปอวกาศเผื่อจะได้พบเจอใครสักคน ล่องลอยเคว้งคว้างกลางอากาศ โคจรหัวใจไปในช่องว่าง มิติผวนทางยิ่งใกล้ยิ่งห่าง ถูกแรงดึงดูดจากแรงโน้มถ่วงมหาศาล หัวใจหลุดหายไปในช่องว่างกลางอวกาศ *ไม่เหลือแล้วใจเอยเคยที่ให้ใคร ล่องลอยพริ้วไหวเพียงกายว่างเปล่า เฝ้ารอพบเจอหัวใจเลิศเลอ จากใครสักคนจะพอมีแบ่งให้ฉันบ้าง ถ้ามีหนทางให้พอรอดตาย วัตถุเดียวดายล่องลอยในอวกาศ จะได้พบเจอเสี้ยวใจของเธอ ก็คงมากพอถ้าเธอจะแบ่งให้ฉันได้ ฉันคงรอดตาย ในอวกาศ ล่องลอยไขว่คว้าฟ้าที่ว่างเปล่า ตามหนึ่งหัวใจหายในช่องว่าง มิติผวนทางยิ่งเจอยิ่งห่าง คงเพราะแรงดึงดูดจากแรงโน้มถ่วงมหาศาล ใจฉันหลุดหายไปในห้องว่างกลางอวกาศ * ไม่เหลือแล้วใจเอยเคยที่ให้เธอ ที่เคยพร่ำเพ้อเหลือเพียงกายว่างเปล่า หัวใจฉันหมดเพราะยอมให้เธอ แต่ไม่เคยมีเลยจะแบ่งกลับมาให้ฉันบ้าง ต้องหาหนทางให้พอรอดตาย วัตถุเดียวดายล่องลอยในอวกาศ จะได้พบเจอเสี้ยวใจของเธอ ก็คงมากพอถ้าเธอยอมแบ่งให้ฉันได้ ฉันคงรอดตาย ในอวกาศ ล่องลอยชีวิตที่ว่างเปล่าและรักที่เลือนลางลง ตามหาหัวใจในอวกาศเผื่อจะได้พบรักแท้สักคน ที่มา : หลายๆทีก็รู้สึกจริงๆนะครับว่ากำลังโยนความรู้สึกดีๆของตัวเองทิ้งไปในหลุมดำหรือเปล่า หรือกำลังคิดว่าเอาแก้วใส่น้ำเปล่าเติมลงทะเลเผื่อว่ามันอาจจะจืดลงสักนิดเพื่อให้ผมได้มีชีวิตอยู่ในนั้นง่ายขึ้น ..แต่ก็คงไม่ อวกาศเป็นอะไรที่น่าฉงนและน่าหลงใหลไปพร้อมๆกับอันตรายจากความไม่รู้จักมันอย่างถ่องแท้ บางทีการผจญภัยเพื่อหาความรักก็คงไม่ต่างกัน การรู้จักใครสักคนที่จะทำให้เราหลงรักก็คงน่าตื่นเต้นและเจ็บปวดไปพร้อมๆกัน ไม่รู้ว่า3คนบนอพอลโล11กำลังคิดอะไรอยู่ แล้วคนที่ร่วมโครงการมาตั้งแต่ต้นแต่มีสิทธิ์รับรู้แค่สัญญาณเสียงและภาพขาดๆหายๆจากความฝันอันห่างไกลจากพื้นโลกจะรู้สึกและนึกอะไรอยู่ เช่นเดียวกับกัปตันที่ขับเครื่องบินในวันสุดท้ายของโลกเพื่อให้คนหลายคนได้กลับไปพบครอบครัวในวาระสุดท้าย แต่ตัวเขาเองกลับอยู่อย่างเดียวดายในห้องนักบิน เขาเป็นคนยังไง คิดอะไรอยู่ ผมอยากนั่งคุยและรู้จักเขาให้มากขึ้นจริงๆ เป็นอะไรที่ผมหนีไม่พ้นและเห็นร่องรอยของมันอยู่ทุกๆแห่งหนเหมือนอวกาศที่ห้อมล้อมวัตถุเดียวดายนั้นก็ไม่ปาน ซึ่งก็คงได้แต่มองเพราะรู้สำนึกดีว่า อวกาศนั้นห่างไกลเกินกำลังเราจะตะกายแหวกว่ายไปถึงนัก แต่กระนั้นมนุษย์ก็ยังไม่วายจะตกหลุมรักมันอยู่ดีล่ะนะ ^ ^ |
|||
|
|