Profiel van TanaponJinFLKenedyFoto'sWeblogLijsten Extra Help

Tanapon Noich

Foto 1 van 22

JinFLKenedy

04 november

เพลงที่ 2 : ร้อยเจ็บสิบปวดจุดห้า Megahurt (คลื่นนี้มีแต่เพลงรัก)

Title : ร้อยเจ็บสิบปวดจุดห้า Megahurt (คลื่นนี้มีแต่เพลงรัก)
By : Tanapon Noich.


*ไหนไหน ขอฟังเพลงรักหน่อย ช่วยเปิดบ่อยบ่อยตอนนี้กำลังเศร้า
เอาให้คิดถึงคนที่เคยพูดว่ารักเรา ว่าตอนนี้เขาเขาไปอยู่ที่ใดหนอ

เคยเปิดฟังวิทยุด้วยกันบ่อยไป จะคลื่นไหนไหนก็เห็นเพลงคล้ายคล้ายกัน
คนปวดใจหรือไม่ก็ใครสมหวัง ก็ฟังผ่านหูได้ทุกวันไม่เคยได้เข้าถึงใจ

มาเปิดฟังเพลงรักด้วยกันก่อนจะไกล จะคลื่นไหนไหนก็เห็นเพลงซ้ำซ้ำกัน
ยิ่งปวดใจถึงจะเป็นเพลงสมหวัง ถึงฉันไม่คิดที่จะฟังก็ยังหลุดไปถึงใจ

ก็มาตอนนี้จะหลบจะหนียังไงก็ได้ยิน ศิลปินประเทศอะไรทำไมทำแต่เพลงรักไม่เบื่อหรือไง

**ไหนไหนแล้วฟังเพลงรักหน่อย ช่วยเปิดบ่อยบ่อยให้ฉันมันยิ่งเศร้า
เอาให้คิดถึงทุกทุกคำที่ว่ารักเรา และตอนที่เขาเขาไปอยู่ที่ใดแล้ว

จะปิดวิทยุเครื่องนี้ ก็มีที่อื่นเขาเปิดฟัง เสียงเพลงเดิมเดิมแว่วแว่วมา ก็เจอแต่เพลงรักทุกที
ไม่เบื่อหรือไง หรือคิดเพลงอะไรไม่ออกแล้ว ซ้ำซ้ำเดิมเดิมวนวนเวียนเวียน เขียนกันแต่เพลงรัก

*/** ..หนอ
30 oktober

ร้องไห้ing..

นั่งดูรูป คิด เด็กหญิงเธอเป็นใครทำไมทำฉันน้ำตาไหล..

หรืออาจเพียงเพราะอากาศเข้าสู่ปลายฝนต้นเหงา มวลความกดอากาศต่ำขนาดกลางเลยพัดผ่านจากหัวใจเกิดเป็นเมฆฝนในดวงตา

หรือเพราะความทรงจำ9/4ปีที่ผ่านมาทำหน้าที่ได้เสมือนจริงเสียจนฉันรู้สึกเหนื่อย เหนื่อยเสียจนเหงื่อเอ่อไหลพรูพรั่งเต็มสองตา

จะเป็นแบบไหน เป็นอย่างไร ผลลัพธ์สุดท้ายคือฉันร้องไห้อยู่ดี ไม่ได้ทุกข์ระทมใดแต่ก็ยากอธิบายว่าเป็นความอัดอั้นคั่งเค้นประการใดเสแสร้งให้ฉันเป็นเช่นนั้น

ฉันส่งไปรษณีย์บรรจุภัณฑ์ความรู้สึกที่จ่าเพียงชื่อ-ไร้ที่อยู่ผู้รับ คงเพราะฉันไม่ได้อยากให้รับ-รู้
ที่แห่งนี้ยังเชื่อได้ว่าไม่มีใครเฝ้าอ่าน-คอย อาจดีถ้าจะทิ้งความรู้สึกหดหู่-อันโดดเดี่ยว-นี้ไว้แต่ลำพัง

ฉันยังมีความเชื่อ-หวังบางประการ แม้ต้นน้ำไร้ที่มา แม้สุดท้ายไร้ที่ไป แต่ยังอยู่ตรงนั้นเสมอเหมือนหินก้อนที่ตกใต้ลำธารรอกาลเวลาชะกลึงกลมแลเล็กลงทุกเมื่อเชื่อวัน

บทละครเดี่ยวกลางเวที โซนาต้าแห่งความเหงาที่บรรเลงไม่รู้จบ ใครว่ากัน หากฉันไม่สนใจใคร่ฟังมันย่อมจบลงด้วยฉันเมื่อนั้นเอง


เหนื่อย-แต่ยังไม่หน่าย แต่ก็ไม่แน่ใจว่ามีที่สิ้นสุดเมื่อใด แม้ดวงตาในใจจะเชื่อว่ายังไม่เห็นปลายทางนั้น

คงได้แต่หวังที่พักผ่อนบ้าง แต่เขาว่า ง่วง-เมากรุณาอย่าขับรถ แต่ฉันเหนื่อยจนอาจผลอยหลับ แต่ฉันเมามึนในความลุ่มหลงของอารมณ์ขณะนี้

ก็รู้ดี แต่ฉันลืมวิธีเบรคเอาเสียแล้ว ทำไมก่อนสตาร์ทมันฉันถึงไม่รู้สึกตัวเลยในเรื่องนี้

คงยอมหักลงสักข้างเพื่อหยุดยั้งความง่วง-เมา น่าเศร้าที่ต้องละสายตาจากเส้นทางตรงหน้า แต่ก็ดีที่ได้พักบ้าง

คนอื่นเขาจะได้ไม่ต้องเจ็บปวดเพราะรถฉันชนรถเขาโดยไม่ตั้งใจ




18 augustus

เพลงที่ 1 : หลับ

Title : หลับ
By : Tanapon Noich.


อีกวันที่ฉันตื่น อีกคืนที่คลุ้มบ้า เหตุผลและเวลายังมีความหมาย
ถึงจะนั่งจะนอน นิ่งๆเงียบๆยังไง บางสิ่งในใจก็ยังคุอยู่

*ยังคงเดินทาง ออกวิ่งไม่ยอมหยุดเลย ทั้งๆที่จริง ฉันรู้ว่าสุดล้า

**แค่อยากจะหลับใหล ได้หลับจริงๆสักที
เข้านอนในคืนนี้ ที่ไม่เคยเกิดในชาติไหน
ไม่ต้องการคิด ไม่มีการฝัน ไม่มีตัวของฉันตลอดไป
และเช้าที่ฉันตื่นขึ้นมาเมื่อไหร่ จะไม่ต้องหลับอีกเลย

บางครั้งที่ฉันเก็บ บ่อยครั้งที่ฉันปล่อย ไม่มีอะไรอยู่จริงสักอย่าง
ถึงจะนั่งจะนอน นิ่งๆเงียบๆยังไง มีสิ่งวิ่งไหวในความรู้สึก
*/**

แค่อยากจะหลับใหล ได้หลับจริงๆสักที
เข้านอนในคืนนี้ อย่างไม่เคยเกิดในชาติไหน
ไม่ต้องการคิด ไม่มีการฝัน ไม่มีตัวของฉันตลอดไป
และเช้าที่ฉันตื่นขึ้นมาเมื่อไหร่ จะไม่ต้องหลับอีกเลย

ในเช้าที่ฉันตื่นนอนเมื่อไหร่ จะไม่ต้องหลับอีกเลย..




ที่มา : ได้ท่อนฮุคระหว่างอ่าน OSHO คุรุวิพากษ์คุรุ บทที่สองตอนพระพุทธเจ้า
โอโชเล่าเหตุการณ์ในคืนตรัสรู้ว่า พระองค์ได้หลับจริงๆอย่างที่ไม่เคยได้หลับมาก่อนทั้งในชาตินี้และชาติใดๆ
เขาใช้คำเล่าที่น่าสนใจ แทนที่จะใช้ว่าพระองค์ได้เข้าสมาธิญาณจนเอาชนะมวลกิเลสในใจและเกิดพุทธิปัญญาพวยพุ่งเรืองรองดั่งแสงรัสมีในรุ่งเช้านั้น
เขากลับแค่บอกว่า พระองค์หลับ หลับจริงๆ อย่างที่ไม่เคยได้หลับมาก่อน เป็นการหลับที่แท้จริง

มันช่างเรียบง่ายและลึกซึ้งมาก ไม่ต้องปรุงแต่งศัพท์ให้ดูสูงส่งและเข้าถึงยาก ง่ายๆเรียบๆ เข้าใจทันทีแต่ก็ลึกซึ้งจนน้ำตาคลอ
หลับที่แท้จริง ใครกันไม่อยากพบการหลับที่แท้จริง มันคงสงบสบาย และอิ่มเอมอย่างเป็นที่่สุด
ผมเลยแต่งเพลงนี้ขึ้นมาแบบง่ายๆคือไม่ได้ปรุงอะไรพิเศษ ได้อย่างไรก้ร้องอย่างนั้น เพื่อเล่าเช้าที่เราจะไม่ต้องหลับอีกเลย

ผมเกิดราศีมีน สัญลักษณ์คือปลาสองตัวว่ายสวนกันตัวละทาง(จะใช้-คนละทาง-ก็ดูไม่เหมาะ) มีคนอธิบายไว้น่าสนใจว่า ปลาที่ว่ายขึ้นบนเปรียบเหมือนคนที่ฝักใฝ่ทางธรรม และปลาเบื้องล่างเหมือนคนที่หมกมุ่นทางโลก ราศีมีนจึงเป็นคนที่จิตใจกลับไปกลับมาระหว่างสองทางนี้อยู่เสมอ
ซึ่งผมว่าก็จริงในหลายความหมายนะ คือในตอนนี้ที่ผมสนใจอ่านหนังสือแบบนี้ ในขณะเดียวกันผมก็ยังใช้ชีวิตแบบตกเย็นนั่งเล่นนั่งคุย บางครั้งก็เอนตามกระแสเพื่อนพาอย่างง่ายดาย อย่างเมื่อวานทั้งๆที่ไม่ได้อยากกินอะไร แต่ก็ตามเขาไปนั่งจิบเบียร์จิ้มหัวปลาอยู่ดี 555 ในขณะที่ผมมองหาความอิ่มเอมจากรักเมตตาสากลไร้ขอบเขต ผมก็ยังทำสิ่งที่ใจเรียกร้องให้ทำอยู่ดี

อย่างไรหากใช้สามัญสำนึกผมวัดผมก็ไม่ใช่คนดีอะไรนักหนา เพราะบรรทัดฐานจรรยาผมค่อนข้างสุงตามมาตรฐานคนนพลักษณ์ที่ 1
แต่อย่างไรผมก้ยังคิดว่าแม้จะค่อนล่างแต่ผมก้เป็นปลาที่แหงนหน้ามองขึ้นด้านบนเสมอ นั่นมีความหมายสำคัญในทางดีคือ อย่างไรนั่นแสดงว่าผมกำลังจะไปในทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆได้ อย่างเช่นที่ตอนหนึ่งใน โบคุราโนะ ได้ตั้งคำถามว่าอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดถูกต้องที่สุดที่เราสามารถกระทำหรือควรพึงกระทำได้

คำตอบคือ ไม่มี แต่ที่เราทำได้ก็แค่ ทำให้ดีกว่าเดิม ก็เท่านั้นเอง


19 juni

มายาคติ

"การเล่าเรื่องในงานภาพยนตร์เป็นมายาคติ" ข้อความนี้ถูกอ้างถึงในคลาสภาพยนตร์ที่ผมกำลังนั่งสัมมนาอยู่
สำหรับผมไม่ใช่ภาพยนตร์เท่านั้นที่เป็นมายาคติแต่เป็นสื่อทุกอย่างต่างหาก
สื่อในความหมายอย่างภาพยนตร์ วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์นั้นจัดเป็นความหมายสื่ออย่างแคบ(มาก)
เพราะตามความหมายสื่อของ McLuhan(คนที่คิดเรื่อง Global village) สื่อคือสิ่งที่นำพาสิ่งหนึ่งไปสิ่งหนึ่ง นั่นรวมถึงรถ ยวดยานพาหนะ อากาศ น้ำ สัตว์ มนุษย์ หรือใดๆก็ตามที่เราๆท่านๆจะสามารถนึกออกว่ามันนำพาสิ่งหนึ่งจากที่หนึ่งไปสู่อีกที่หนึ่งได้ คิดๆไปก็แทบทุกอย่างนั่นล่ะ

มาถึงตรงนี้อาจสับสนกับคำขยายกลับไปประเด็นเริ่มต้น ผมกำลังบอกว่า สื่อทุกอย่างเป็นมายาคติ หรือพูดให้ง่ายเข้าการดำรงอยู่หรือตระหนักรู้อยู่ของพวกเราเป็นมายาคติทั้งสิ้นเพราะมนุษย์เป็นสัตว์มีอคติไม่ว่าแง่ใดแง่หนึ่ง เพราะอคติเป็นส่วนประกอบหนึ่งในการตระหนักรู้ตัวตนหรือการเป็นกลุ่มพรรคพวกพ้อง ทำให้เราเป็นเรา และสังคมมนุษย์ก่อกำเนิดได้ (ตัวอย่างง่ายๆคือการเกิดขึ้นของลัทธิชาติ)

[ถ้าเราไม่มีอคติเลยจะเป็นอย่างไร เป็นไปได้ไหม? คำถามแรกอาจกล่าวได้ว่าคือการมองสิ่งนั้นเช่นสิ่งนั้น เช่นคำกล่าวที่ได้ยินบ่อยในหลักคิดทางตะวันออกว่า "มันก็เป็นของมันเช่นนั้นเอง"
หากคิดได้เช่นนั้นจริงในทุกๆเรื่องตัวตนของเราก็จะหมดสิ้นไปด้วย เพราะนั่นหมายถึงการไม่มีเราไม่มีเขาไม่มีอะไรเลย หรือคือนิพพานทางพุทธศาสนาในแง่หนึ่งตามความคิดผม (ซึ่งเป็นคำตอบต่อคำถามที่2ว่าเป็นไปได้ไหม) ที่จะกล่าวต่อไปใดๆจึงขอละส่วนที่ว่านี้ไว้ในความเข้าใจว่ามีแต่ไม่กล่าวถึง]

การมีอยู่ของมนุษย์เป็นมายาคติและมีอคติ...(to be continue)


*take note
ใส่แหวนนิ้วไหน ว่าด้วยความหมายเกิดหลังการนิยาม และความมีอยู่ของทฤษฏีภาพยนตร์
พลังแห่งภาพยนตร์ที่เหนือกว่าสื่ออื่น ว่าด้วยคำกล่าวอ้างที่หมดยุคสำหรับผม
โฆษณา MV ว่าด้วยตัวอย่างอคติแฝงเปิดเผยบนงานโทรทัศน์
ปังคุง และเจมส์ ว่าด้วยตัวอย่างอคติแฝงซ่อนเร้นบนงานโทรทัศน์(งานเก่า)
เฉลิมไทย ข้อเท็จจริงกับความน่าจะเป็นจริง

*หลังวางโครงเรื่องที่จะพูดดูแล้วมีแนวโน้มว่านี่จะเป็นบล็อกหน้าที่ยาวมากอีกครั้งหนึ่ง ^ ^'

 







16 juni

เพลงที่ 10 : วัตถุเดียวดาย

Title : วัตถุเดียวดาย
By : Tanapon Noich.


ล่องลอยชีวิตที่ว่างเปล่าและรักที่เลือนลางลง จุดระเบิดหัวใจไปอวกาศเผื่อจะได้พบเจอใครสักคน

ล่องลอยเคว้งคว้างกลางอากาศ โคจรหัวใจไปในช่องว่าง มิติผวนทางยิ่งใกล้ยิ่งห่าง
ถูกแรงดึงดูดจากแรงโน้มถ่วงมหาศาล หัวใจหลุดหายไปในช่องว่างกลางอวกาศ

*ไม่เหลือแล้วใจเอยเคยที่ให้ใคร ล่องลอยพริ้วไหวเพียงกายว่างเปล่า
เฝ้ารอพบเจอหัวใจเลิศเลอ จากใครสักคนจะพอมีแบ่งให้ฉันบ้าง
ถ้ามีหนทางให้พอรอดตาย วัตถุเดียวดายล่องลอยในอวกาศ
จะได้พบเจอเสี้ยวใจของเธอ ก็คงมากพอถ้าเธอจะแบ่งให้ฉันได้ ฉันคงรอดตาย ในอวกาศ

ล่องลอยไขว่คว้าฟ้าที่ว่างเปล่า ตามหนึ่งหัวใจหายในช่องว่าง มิติผวนทางยิ่งเจอยิ่งห่าง
คงเพราะแรงดึงดูดจากแรงโน้มถ่วงมหาศาล ใจฉันหลุดหายไปในห้องว่างกลางอวกาศ
*

ไม่เหลือแล้วใจเอยเคยที่ให้เธอ ที่เคยพร่ำเพ้อเหลือเพียงกายว่างเปล่า
หัวใจฉันหมดเพราะยอมให้เธอ แต่ไม่เคยมีเลยจะแบ่งกลับมาให้ฉันบ้าง
ต้องหาหนทางให้พอรอดตาย วัตถุเดียวดายล่องลอยในอวกาศ
จะได้พบเจอเสี้ยวใจของเธอ ก็คงมากพอถ้าเธอยอมแบ่งให้ฉันได้ ฉันคงรอดตาย ในอวกาศ

ล่องลอยชีวิตที่ว่างเปล่าและรักที่เลือนลางลง ตามหาหัวใจในอวกาศเผื่อจะได้พบรักแท้สักคน




ที่มา : หลายๆทีก็รู้สึกจริงๆนะครับว่ากำลังโยนความรู้สึกดีๆของตัวเองทิ้งไปในหลุมดำหรือเปล่า หรือกำลังคิดว่าเอาแก้วใส่น้ำเปล่าเติมลงทะเลเผื่อว่ามันอาจจะจืดลงสักนิดเพื่อให้ผมได้มีชีวิตอยู่ในนั้นง่ายขึ้น ..แต่ก็คงไม่

อวกาศเป็นอะไรที่น่าฉงนและน่าหลงใหลไปพร้อมๆกับอันตรายจากความไม่รู้จักมันอย่างถ่องแท้ บางทีการผจญภัยเพื่อหาความรักก็คงไม่ต่างกัน
การรู้จักใครสักคนที่จะทำให้เราหลงรักก็คงน่าตื่นเต้นและเจ็บปวดไปพร้อมๆกัน ไม่รู้ว่า3คนบนอพอลโล11กำลังคิดอะไรอยู่ แล้วคนที่ร่วมโครงการมาตั้งแต่ต้นแต่มีสิทธิ์รับรู้แค่สัญญาณเสียงและภาพขาดๆหายๆจากความฝันอันห่างไกลจากพื้นโลกจะรู้สึกและนึกอะไรอยู่

เช่นเดียวกับกัปตันที่ขับเครื่องบินในวันสุดท้ายของโลกเพื่อให้คนหลายคนได้กลับไปพบครอบครัวในวาระสุดท้าย
แต่ตัวเขาเองกลับอยู่อย่างเดียวดายในห้องนักบิน เขาเป็นคนยังไง คิดอะไรอยู่ ผมอยากนั่งคุยและรู้จักเขาให้มากขึ้นจริงๆ

เป็นอะไรที่ผมหนีไม่พ้นและเห็นร่องรอยของมันอยู่ทุกๆแห่งหนเหมือนอวกาศที่ห้อมล้อมวัตถุเดียวดายนั้นก็ไม่ปาน ซึ่งก็คงได้แต่มองเพราะรู้สำนึกดีว่า
อวกาศนั้นห่างไกลเกินกำลังเราจะตะกายแหวกว่ายไปถึงนัก แต่กระนั้นมนุษย์ก็ยังไม่วายจะตกหลุมรักมันอยู่ดีล่ะนะ ^ ^






 
*